“บังยี” วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลฯ ชี้แจงเรื่องที่มาผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งไม่เคลียร์ ระบุทุกคะแนนเสียงต้องเป็นนิติบุคคล ปัดตัวแทน ด.2, ถ้วย ข,ค,ง ยังไม่ได้บทสรุป บอกตอนนี้กำลังกลั่นกรองธรรมนูญฉบับใหม่ ชี้ฟีฟ่าเป็นคนบอกให้มี 58 เสียงในการเลือกตั้ง พร้อมฟุ้งเตรียมเสนอไทยเป็นเจ้าภาพจัดแข่ง U-19 รอบคัดเลือก รอบแรก
เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ที่ 30 มี.ค. ที่ผ่านมา ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน ได้มีการประชุมสภากรรมการ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ สืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว โดยมี นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลฯ เป็นประธาน พร้อมด้วย สมาชิกสภากรรมการหลายท่านเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง แต่จะขาดไปแค่บางราย อาทิ นายสามารถ มะลูลีม, นายไบรอัน มาร์การ์, นายจิรวุฒิ สิงโตทอง, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ฯลฯ ที่ติดภารกิจไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมประชุมได้
เนื้อหาสาระในการประชุมวันนี้คือ การรายงานคืบหน้าจากการประชุมครั้งที่แล้วเมื่อวันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ทั้งในเรื่องการเตรียมทีมของทีมชาติไทยทุกชุด ที่จะทำการแข่งขันในปีนี้ และความคืบหน้าของการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับลักษณะการปกครองของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ที่มีการแก้ไขให้เป็นไปตามข้อบังคับมาตรฐานของฟีฟ่า ที่มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.จะต้องมีการเลือกตั้งสภากรรมการในทุกตำแหน่ง จำนวน 19 ตำแหน่ง ตั้งแต่ นายกสมาคม, อุปนายกสมาคม และคณะกรรมการบริหาร โดยจะต้องมีอุปนายกสมาคมที่เป็นสุภาพสตรี 1 คน
2.ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาจากทุกภาคส่วน ประกอบด้วย สโมสรที่แข่งขันในไทยพรีเมียร์ลีก จำนวน 18 เสียง, จากลีกดิวิชั่น 1 จำนวน 18 เสียง,จากลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ทั้ง 5 ภาค ตัวแทนภาคละ 2 เสียง รวมเป็น 10 เสียง, จากกลุ่มทีมที่อยู่ในระดับ ถ้วยพระราชทาน ประเภท ข, ค, ง จำนวน 6 เสียง, จากตัวแทนผู้เล่น 1 เสียง, ตัวแทนผู้ฝึกสอน 1 เสียง, ตัวแทนผู้ตัดสิน 1 เสียง, ตัวแทนฟุตบอลหญิง 1 เสียง, ตัวแทนฟุตซอลและบีชซอคเกอร์ 1 เสียง และตัวแทนจากแฟนบอล 1 เสียง รวมทั้งสิ้น 58 เสียง
“บังยี” แจงธรรมนูญใหม่กำลังกลั่นกรอง
โดยหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม นายวรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลฯ ได้ออกมาตอบคำถามกับผู้สื่อข่าว ที่ถามถึงความคืบหน้าในเรื่องการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลฯคนใหม่ว่า “ในขณะนี้ธรรมนูญเลือกตั้งฉบับใหม่กำลังอยู่ในช่วงของการแก้ไขปรับปรุง ซึ่งเราได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายกลั่นกรองขั้นสุดท้ายอยู่ โดยหากเรียบร้อยเมื่อไหร่ ก็จะส่งให้สมาชิกได้พิจารณา จากนั้นก็จะเรียกประชุมใหญ่เพื่อให้เหล่าสมาชิกทำการโหวตรับรองธรรมนูญฉบับนี้ต่อไป ซึ่งคาดว่าการเรียกประชุมใหญ่น่าจะไม่เกิน 13 พ.ค.นี้ โดยหากสมาชิกเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการใช้ธรรมนูญฉบับนี้ เราก็จะจัดให้มีการเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลฯคนใหม่ทันที แต่หากสมาชิกไม่เห็นด้วย การเลือกตั้งนายกสมาคมฯก็จะต้องไปใช้กฎกติกาแบบเก่า”
ยังไม่เคลียร์เรื่องที่มาผู้ออกเสียง
ส่วนประเด็นที่บรรดาสื่อมวลชนให้ความสนใจไม่น้อยนั่นคือ ที่มาของผู้มีสิทธิออกเสียงทั้ง 58 เสียง จะมีวิธีการคัดเลือกอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้ นายวรวีร์ ได้กล่าวว่า “ทางฟีฟ่าได้ระบุชัดเจนว่า ทุกคะแนนเสียงที่มีสิทธิโหวตเลือกนายกสมาคมฯ จะต้องเป็นนิติบุคคล ดังนั้นในโควตาของ ตัวแทนผู้เล่น, ตัวแทนผู้ฝึกสอน, ตัวแทนผู้ตัดสิน, ตัวแทนฟุตบอลหญิง, ตัวแทนฟุตซอลกับบีชซอคเกอร์ และ ตัวแทนจากแฟนบอล จะต้องเป็นนิติบุคคลทั้งหมด ซึ่งหากใครไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก็จะถูกตัดสิทธิในการลงคะแนนเสียง ฉะนั้นหากแฟนบอล, ผู้เล่น, ผู้ฝึกสอน ฯลฯ ต้องการจะมีสิทธิในการเลือกตั้ง ก็จะต้องไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และต้องมาสมัครเป็นสมาชิกของสมาคมฟุตบอลฯก่อนจึงจะมีสิทธิในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง”
“ส่วนในกรณีของ ตัวแทนจากลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2 และตัวแทนจากทีมในถ้วยพระราชทาน ประเภท ข, ค, ง ในตอนนี้เรายังสรุปไม่ได้ว่าจะมีวิธีการคัดเลือกตัวแทนเหล่านั้นอย่างไร เพราะยังต้องรอให้กฎหมายลูกร่างเสร็จเรียบร้อยเสียก่อน แต่ในเบื้องต้นเชื่อว่า การหาตัวแทนเหล่านั้นไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด” นายวรวีร์กล่าวอย่างมั่นใจ
ฟีฟ่าสั่งเลือกตั้งนายกบอลไทยต้องมี 58 เสียงโหวต
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังถามต่อไปว่า จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้ง 58 เสียง มีที่มาอย่างไร นายวรวีร์ ได้กล่าวว่า “ทางสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้เสนอโครงสร้างของการแข่งขันในระดับต่างๆที่สมาคมฟุตบอลฯให้การรับรอง ทั้ง ไทยพรีเมียร์ลีก, ดิวิชั่น 1, ดิวิชั่น 2 และ ถ้วยพระราชทานต่างๆ ให้กับทางฟีฟ่า ซึ่งฟีฟ่าก็ได้พิจารณา แล้วเป็นผู้กำหนดว่า การเลือกตั้งนายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จะต้องมี 58 เสียงโหวตที่ครอบคลุมในทุกภาคส่วน ดังนั้นจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้ง 58 เสียง ไม่ใช่สมาคมฟุตบอลฯเป็นผู้กำหนดเอง แต่เป็นสิ่งที่ฟีฟ่าได้กำหนดเอาไว้”
เตรียมเสนอไทยเป็นเจ้าภาพ U-19
สุดท้าย นายวรวีร์ ได้กล่าวถึง การแข่งขันฟุตบอลเยาวชน อายุไม่เกิน 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก รอบแรก ที่ทีมชาติไทย ถูกจับสลากให้มาอยู่กลุ่ม อี ร่วมกับ เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, กวม, ฮ่องกง และ ไต้หวัน ว่า “ในตอนนี้เรากำลังเตรียมที่จะทำเรื่องถึงเอเอฟซี เพื่อเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน อายุไม่เกิน 19 ปี ในกลุ่มนี้อยู่ เพราะตนเชื่อว่า ประเทศไทยมีความพร้อมทุกด้านที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันได้ ซึ่งหากเอเอฟซีไม่ขัดข้อง ตนก็มั่นใจว่า ในการแข่งขันฟุตบอลเยาวชน อายุไม่เกิน 19 ปี ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก รอบแรก กลุ่ม อี จะได้มาทำการแข่งขันในบ้านเราอย่างแน่นอน” บังยีกล่าวปิดท้าย
เครดิต: ไทยลีกออนไลน์ดอทคอม